7:21

        "ขอบคุณจริงๆ ที่อุตส่าห์อยู่เป็นเพื่อนนะ"

        "เวลาอย่างนี้ ใครเค้าก็อยากให้มีเพื่อนอยู่ด้วยทั้งนั้นแหละ!"

        "...แกถึงบ้านหรือยัง?"

        "ยัง แต่ใกล้แล้ว เธอล่ะ?"

        "...ช่วงเย็นๆ ว่าจะแวะมาถ่ายรูปรถสักหน่อย"

        "แล้วอัพเดทกันเรื่อยๆ นะ"

 

ร่างของผมนั่งจมอยู่ที่เบาะหลังของแท๊กซี่

จิตใจล่องลอยออกไปนอกหน้าต่างรถ

...ผมเหนื่อยเหลือเกิน...

ฝนมาราธอนยังคงตกไม่หยุดตั้งแต่เมื่อคืน...ฝนไม่เหนื่อยบ้างเหรอ?

ผมกดวางหูโทรศัพท์จากเธอ แล้วนั่งคิดทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้น

ทุกอย่างผ่านไปอย่างเร็วเหลือ

 

...ความเป็น ความตาย ใกล้กันแทบแยกไม่ออก...

 

...

 

ท้องฟ้าสีขุ่น เวลาประมาณเจ็ดโมงเช้า

หลายๆ คนคงนอนหลับสบายเพราะเป็นวันหยุด

หลับสบายจนไม่ได้ยินเสียงโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือใดๆ

ความหนาวค่อยๆ เขย่าขาสองข้างของผมให้สั่นไหว...

 

        "พี่ช่วยหรี่แอร์ให้นิดนึงครับ"

        "ตากฝนมาเหรอน้อง?"

        "อ๋อ ครับ"

        "เรียกรถที่นี่ แสดงว่ามีเรื่องมาเหรอ?"

        "ครับ."

        "มีเรื่องอะไรมาล่ะน้อง?"

        "พี่ช่วยเปิดเพลงให้หน่อยได้มั้ยครับ...ขอบคุณครับ"

 

รถแท๊กซี่คันที่ผมนั่งอยู่นี้ กำลังพาพุ่งตรงกลับสู่บ้าน

ผมอยากอาบน้ำ...

ผมคิดถึงเตียง...

 


7:13

ผมส่งเธอขึ้นรถแท๊กซี่ที่หน้าสถานีตำรวจ

เนื้อตัวผมกับเธอเปียกปอนเหมือนลูกหมาถูกจับกดน้ำ!

 

        "อยากให้ไปส่งบ้านมั้ย? นั่งแท๊กซี่ไปด้วยกันก็ได้นะ"

        "ไม่เป็นไรกลับเองได้ ไว้คุยกัน"

        "อย่าลืมกินยาแก้ปวด!"

 

สาวผมม้าไม่ตอบแต่ก้าวขาสั้นๆ ขึ้นรถ ก่อนหันมายกนิ้วโป้งและนิ้วก้อยทาบหู

...รอยยิ้มครั้งสุดท้ายของวัน ผ่านกระจกรถออกมา...

ผมพยักหน้า...และมองหาแท๊กซี่อีกคัน

ฝนยังคงลงเม็ดไม่หยุด...

 

6:50

เหมือนนรกเล่นตลก

ผมกับเธอ สาวผมม้า คนที่เคยนั่งโต๊ะทำงานตัวเดียวกัน...แต่ต่างช่วงเวลา

เวลานี้เราทั้งคู่นั่งอยู่ริมทางเท้าด้วยกัน หน้าร้านเซเว่นข้างสถานีตำรวจ!


หัวเธอเปียกฝนแบนลู่ ใบหน้าเยินจากคราบเครื่องสำอาง และการอดนอนมาทั้งคืน

จะว่าไปสภาพเราทั้งคู่ก็ไม่ต่างกันเท่าไร

 

        "เวลานี้เซเว่นน่าจะขายเบียร์เนอะ" ผมเอ่ยปากเล่นๆ ทำลายความเงียบ

        "โน้น สิบเอ็ดโมงถึงจะขาย"

        "แล้วค่าซ่อมรถประมาณแสนนึงเลยเหรอ?"

        "เออ จะเอาเงินจากไหนมาซ่อมว่ะ ตอนนี้ขายได้สองสามแสนก็เอาแล้ว"

        "แล้วจะเอายังไงต่อไป?"

        "ยังไม่รู้เลยว่ะ ช่างแม่ง เดี๋ยวค่อยคิด สนุกดี..."

 

ก็จริงตามที่เธอบอก

บางทีคนเราไม่จำเป็นต้องรู้อนาคตไปหมดทุกสเต็ป

เราควรปล่อยให้มันไหลผ่านไปด้วยความตื่นเต้นจะดีซะกว่า

 

...



โจ๊กกระป๋องกับมาม่ากระป๋องที่ถูกใช้งานแล้ววางเรียงที่พื้น

ผมเคี้ยวมาม่าเส้นสุดท้ายอย่างละเอียดก่อนกลืนลงสู่ลำคอ

มือพลางเปิดขวดชาเขียวเย็นๆ รสข้าวญี่ปุ่น

ก่อนจะเสียบหลอดดูดอึกโตอย่างกระหาย

 

        "ขอดูดด้วยได้ป่ะ?"

 

ผมยื่นความสดชื่นใส่มือเธอ

บุหรี่รสเมนทอลถูกหยิบขึ้นมาจุดบรรเทาเครียด

 

        "ขอดูดด้วยได้ป่ะ?"

 

ผมยิ้ม แล้วยื่นความสดชื่นใส่มือเธออีกครั้ง...

 

 

5:37

คู่กรณีทั้งสองฝ่ายต่างออกมาเก็บของในรถ

แจ๊ซพิ้งกุ ชมพูหวาน ตูดยุบ

ยารีส บรอนด์เงิน หน้าเยินยับ

ทั้งสองคันขับต่อไม่ได้ ต้องจอดทิ้งไว้ที่โรงพัก

ผมจับรังสีความโกรธจากคู่ทอมกับดี้ เจ้าของยารีสฝั่งนั้นได้

แต่เราผิดเหรอ?

 

ผมเอามือกุมกระเป๋าสตางค์ เงินทุกบาทยังอยู่ครบ

นอกจากเงินที่เธอจ่ายไปพันห้าค่ารถยกที่ยกรถเรามาโรงพัก

เรายังไม่ได้ให้เงินเจ้าหน้าที่ตำรวจสักบาทเลย?...

ผมบอกเธอให้รีบออกจากบริเวณนั้นแล้วไปหาอะไรใส่ท้อง ให้หายหิว

เราสองคนก้าวเท้าผ่านน้ำที่ท่วมขังอย่างไว

 


4:03

หลังจากที่ตำรวจได้ดูภาพถ่ายจากกล้องของประกันฝั่งตรงข้าม

ตำรวจยื่นปากกากับกระดาษให้ ทอม คู่กรณีสเก็ตซ์ภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

        "คันไหนของเรา" ตำรวจถามแบบมีคำตอบในใจอยู่แล้ว

        "คันนี้ของหนูค่ะ ส่วนคันหน้าของเขา" คุณทอมพูดด้วยความมั่นใจ

        "อ้าว ชนเขา เราก็ผิดหน่ะสิ" ตำรวจพูดพร้อมปล่อยเสียงหัวเราะ "ตามกฏหมาย

รถคันหลังต้องระวังคันหน้า คุณจะให้คันหน้ามาระวังคันหลังได้ไง?"

        "แต่เขาหยุดรถกระทันหันนะค่ะ!" ทอมเสียงแข็ง

 

ตำรวจไม่ต่อปากกับ ทอม ก่อนหันไปต่อว่าประกันฝั่งทอม

        "นี่ ไอ้ประกัน คุณก็มั่วจะให้ลูกค้าคุณถูกอย่างเดียว ผิดถูกดูกันตามกฏหมายด้วย

เขากำหนดระยะห่างระหว่างคันหน้าคันหลังกี่เมตร กฏหมายก็บอกไว้หมด!"

        "ก็ไม่เป็นไรครับ งั้นทางเราก็ต้องยื่นเรื่องเข้าศาล ขอสู้คดีเพราะฝั่งนั้นเมาแล้วขับ!"

 

 

ถูกอย่างที่ประกันฝั่งนั้นบอก...ฝั่งเราเมาแล้วขับจริง

ประกันพยายามดิ้นหาทางที่บริษัทจะไม่ต้องเสียเงินซ่อมให้กับฝั่งเรา

 

        "เมาแล้วขับอันนั้นก็อีกเรื่อง จะสู้คดีหรือไม่ก็ว่ากันไปหลังจากนี้"


คนกลางชุดสีกากีพูดปิดการสนทนา

ผมกุมเข่า(แต่ใจอยากกุมมือ)เธอด้วยความดีใจ

ในเบื้องต้นเราชนะโดยไม่ต้องอ้าปากพูดอะไร

 

ผมสบตาเจ้าหน้าที่...ก่อนยิ้มให้

เจ้าหน้าที่สบตามองกลับ

 

  

3:37

ผลการเป่าตรวจแอลกอฮอล์ของทั้งสองฝ่าย

ฝ่ายทอมคู่กรณีได้มา 28

ขณะที่ฝ่ายเราได้ 140

หากเป็นคะแนนหรือผลกีฬาอะไรสักอย่าง

เราคงชนะขาดลอย!

 

        "สรุปก็เมากันทั้งคู่ แต่ฝั่งคุณเมามากกว่า" ตำรวจลั่นเสียงดังกลางโรงพัก

 

เธอคอตก ก้มลงเซ็นต์ชื่อรับทราบผลการเป่า

ผมยืนซึมอยู่ข้างหลังเธออย่างช่วยอะไรไม่ได้

จิตใจผมดำดิ่งลึก

แต่มือมันยังไม่ยอมแพ้

มันยังพยายามฝืนกดโทรศัพท์หาเพื่อนฝูงที่รู้จัก

ใครก็ได้ช่วยรับสายที แค่ตีสามกว่าๆ เอง ตื่นขึ้นมาได้มั้ย? ...ได้โปรดเถอะ...

 

...



        "น้องก็ให้ญาติมาประกันตัวสองหมื่น ไม่งั้นก็เข้าไปนอนคุกฐานเมาแล้วขับ"

        "แต่คุณตำรวจเขาขับมาชนหนูนะ!" สาวผมม้าของผม ยังคงเถียงเสียงแข็ง

        "อันนั้นมันคนละเรื่องกัน"

        "คุณตำรวจคะ พรุ่งนี้หนูต้องทำงานนะ นะ นะ หนูขอร้องล่ะ...นะคะ"

        "อันนั้นมันไม่เกี่ยวกับตำรวจครับ!"

 

ผมลูบหลังเธอ...

 

...

 

ภายในห้องประชุมเงียบๆ ในสถานีตำรวจ

เราสองคนแยกตัวออกมาโทรติดต่อหาญาติเพื่อนฝูง

ผมกับเธอหนาวจนตัวสั่นเพราะเพิ่งตากฝนไปกดเงินค่าอะไรบางอย่าง ที่ ATM

ผมหยิบเสื้อหนาวของเธอยื่นให้กับเธอเอง

แล้วค่อยๆ เอามือวางบนไหล่เปียกๆ ของเธอ ...เบา เบา

เธอหันมาฝืนยิ้ม

ใบหน้าเธอกังวลเรื่องงานจนเห็นได้ชัด

 

        "แก ช่วยกลับไปบ้านเรา ไปเอาโน๊ตบุ๊คมาให้หน่อย จะนั่งทำงานในคุกแม่งเลย"

        "ใจเย็นๆ มันต้องมีทางออกดิวะ"

        "ใจเย็นอะไรล่ะ ใช่สิ มันไม่ใช่รถแกหนิ!"

 

ประโยคคำพูดของเธอวิ่งมาชนหน้าอกผม

แรงประทะเทียบเท่ากับที่เพิ่งโดนชนมาเมื่อชั่วโมงที่แล้ว

 

ผมพูดอะไรไม่ออก

 

 

        "แต่แม่งก็ดีนะเว้ย ครั้งนึงในชีวิต ถ่ายรูปตอนอยู่ในคุกแล้วอัพโหลดลงเฟคบุ๊ค

มีใครทำได้อย่างงี้หรือเปล่าล่ะ???" เธอเปลี่ยนบทสนทนาให้ ผมนึกขอบคุณเธอในใจ

        "ฮ่าๆ กรูจะรอคอมเม้นต์รูป!" ผมขำปนความเศร้าจากใจจริง

        "แล้วเพื่อนๆ ว่าไงบ้าง เออ! แล้วเหน่งล่ะ?"

        "เพื่อนๆ เราคงนอนหมดแล้ว ส่วนพี่นุ้งเหน่งก็ไม่รับสาย"

        "ก็มันดึกแล้วหนิหว่า นอนคุกไปนี่แหละ ไม่กี่ชั่วโมงก็เช้า"

        "เข้าไปนอนเล่นๆ ด้วยได้เปล่าว่ะ?"

        "ตลก! ...เออก็ดีนะ เดี๋ยวกรูไปหยิบกางเกงขาสั้นในรถออกมาใส่รอเลย ฮ่าๆ"

        "แต่ขอให้คุณตำรวจพาแวะชมห้องตัวอย่างก่อนนะ แล้วกรูค่อยตัดสินใจกู้ร่วม ฮ่าๆ"

 

ผมพลางคิดถึงหนังเรื่องนึง

        "แกรู้ป่าวในคุกแม่งไม่มีอะไรเลยนะเว้ย ไม่มีเตียง ไม่มีแอร์ ไม่มีทีวี ไม่มีเครื่องทำน้ำอุ่น

คงเหมือนในหนัง Prison Break มีแค่ห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ โถส้วม และอ่างล้างหน้า"

        "ออกจากคุกมากรูจะสักแผนที่คุกนี้ไว้ที่ตัว! มาอีกทีจะได้แหกคุกได้"

        "จ๊ะ แม่ไมเคิล สกอฟีลด์ ...โชคดีหน่อยก็อาจโดนขังเดี่ยว แต่หากโชคร้าย

แกก็ต้องอยู่รวมกับคนที่ต้องคดีจี้ปล้น! ...ข่มขืน"

        "ข่มขืน? ว๊าว! ...เออ แต่อย่างน้อย ในคุกแม่งก็มีข้าวให้แหลกครบ 3 มื้อ

ไม่เหมือนอยู่บ้าน มีแหลกแค่ 2 มื้อ ก็ดี ประหยัดดี!"

        "ฮ่าๆ เออเนอะ" ... "ฮ่าๆ"

 

เสร็จสิ้นช่วงเวลาที่สาดมุกใส่กัน

ผมเช็คดูแล้วว่า

กำลังใจเธอดีมากจริงๆ

 

ดีมากเกินกว่าผมเสียอีก

 

...

 

เราสองคนพยายามหาหนทางที่ดีสู่ชีวิต

จะมีทางไหนจะทำให้ไม่ต้องนอนในห้องขังได้ นอกจาก...

 

...

 

ผม เธอ ยืนคุยกับคุณตำรวจข้างๆ โรงพัก

คนสามคนกำลังตกลงเรื่องตัวเลขกันอยู่ เลขอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่เลขสองหมื่น

 

ฝนฟ้ากระหน่ำแรง

ฟ้าร้องเสียงดังลั่น

สวรรค์คงปฏิเสธที่จะได้ยินบทสนาพวกนี้...

 

 

ตี 2 กว่าๆ

        "ขับไหวมั้ย? จอดแล้วนั่งแท๊กซี่เถอะ"

        "ไหว บ้านแกอยู่ไหนนะ?"

        "อยู่แถวๆ '...' แต่ไปใกล้ๆ บ้านแก แล้วปล่อยเราลงเรียกแท๊กซี่ก็ได้นะ"

        "หิวน้ำว่ะ"

        "แวะปั๊มดิ"

        ...

        "เอาอะไรมั้ยนอกจากน้ำ"

        "เอา เอ็มแอนด์เอ็ม กับเอ็มแม๊กซ์"

        "กะไม่นอนเลยใช่มั้ย กินเอ็มแม๊กซ์เนี่ย?"

        "เฮ้ย! มันช่วยได้นะ"

        "รอแป๊บ"

        ...

        "ขับไหวมั้ยเนี่ย เธอ?"

        "ไหวดิ แล้วนี่มันต้องไปเส้นไหนต่อวะ?"

        "เราก็ไม่รู้จักเส้นทางอ่ะ"


        "เฮ้ย! เชี่ย"

 

        ...

        ...

        ...

 

เหมือนมีใครเอาค้อนปอนมาทุบที่ท้ายทอย...

 

        ...

        ...

        ...

 

ผมรู้สึกวิ้งว๊าบจากคอขึ้นไปที่หัว

ตาพร่างสว่างมองอะไรไม่เห็นชั่วขณะ

หัวผมกระแทกกับอะไรสักอย่าง จนมีน้ำสีแดงซึมออก

ส่วนคางเธอมีแผลสีแดงสด

และปากของเธอเจ็บระบมไปถึงฟัน


นี่พวกเราโดนชน? ...พอได้สติ ผมคว้าแขนเธอ

 

        "แก เป็นอะไรมั้ย?"

        "เฮ้ย...แก เรา...ขอ...โทษ แก...เป็น...อะไร...ป่าว?"

        "เราโอเค"

 

 

สภาพรถสองคัน เลวร้ายไม่ต่างกัน

แรงกระแทกกินเข้ามายังเบาะหลังของรถ

...โชคดี พวกเราคาดเข็มขัดนิรภัย...

 

หญิงสาววัยรุ่นที่แต่งยูนิฟอร์มเที่ยวผับสีดำ

เธอเดินออกมาต่อว่าอยู่หน้ารถเรา

จากนั้นฝ่ายทอมคนขับก็ตามออกมาด่าสมทบ

 

สาวผมม้ามีสติก่อนผม เปิดประตูออกไปดูสภาพรถ

เธอกล่าวคำขอโทษให้พวกเขา

แต่คู่ ทอม ดี้ ประสานพลังด่าอย่างบ้าคลั่ง!

ผมโมโหจนทนไม่ไหว รีบเปิดประตู

เวร! ประตูฝั่งผมเปิดไม่ได้ ต้องโดดข้ามไปฝั่งคนขับลงไปช่วยเธอ...

 

ผมประจันหน้ากับ พวกเขา

บทสนทนาที่ไม่น่าฟังเกิดขึ้น

 

        "สลัด! มรึงจะมาด่าทำไมปาวๆ เจ็บเหมือนกันทั้งสองฝ่ายนั่นแหละ

คนขับเขาเสียใจรู้มั้ย เขาออกมาขอโทษมรึงแล้วยังไม่พออีกเหรอ

รถมรึงมีประกันหรือป่าว มีก็เรียกมาเคลียร์!"

 

ผมหันไปถามเธอเบาๆ

        "รถเรามีประกันมั้ย?"

        "ไม่มี"

        "เอ่อ...อืม...ไม่เป็นไร เพื่อนเราพ่อเป็นตำรวจ เดี๋ยวจะโทรขอคำปรึกษาจากเขา"

 

ผมโอบไหล่เธอแน่นพอประมาณ

เธอมองดูรถที่รักของเธอ

...แจ๊ซ สีชมพู มันยอมเจ็บตัวเพื่อปกป้องพวกเรา...

 

แม้เธอจะไม่มีน้ำตา ไม่มีการร้องไห้

แต่ผมพอจะรับรู้ได้ถึงความรู้สึกข้างในของเธอ...

 

เจ้าหน้าที่ประกันฝั่งทอม ดี้ มาถึงจุดเกิดเหตุ เขาระดมถ่ายด้วยมุมกล้องที่ผ่านการฝึกปรือ

ไม่นานนัก เจ้าหน้าที่ตำรวจก็มาถึง

รถทุกคันที่แล่นผ่านต่างหยุดมองดู และไถ่ถามอาการ

 

ละอองน้ำหยดเล็กๆ สะกิดที่ต้นคอ

ผมเงยหน้ามองที่มาของหยดน้ำ

ท้องฟ้าดำทะมึนเมฆปกคลุมปราศจากดาว

คืนนี้เราได้อยู่กันยาว...

           โทรศัพท์มือถือดังขึ้นตอน สิบเก้านาฬิกาสี่สิบแปด(ย่างเก้า)นาที

ของวันที่เก้า เดือนเก้า ปีศูนย์เก้า ...วันเลขสวยที่สุดเท่าที่โลกเคยมี

 

"ฮาโหล ขอสายคุณสุกี้ยากี้คะ"

"ตลกแล้ว เบอร์ไม่คุ้นอ่ะ ใครเหรอ?"

"เฮ้ย! วันนี้จะเจอกันป่าวว่ะ?"

"อ๋อ...เออๆ ไป ไปดิ ไป ได้เบอร์เราจากไหนเนี่ย?"

"ชั้นขอจากไอ้แตมป์มา"

"เหรอ เราก็ว่าจะโทรขอเบอร์เธอจากพี่นุ้งเหน่ง จะโทรถามเหมือนกันว่า วันนี้นัดกันเล่นๆ หรือจริงจัง"

"เคยมีคนบอกหรือเปล่าว่าแกเสียงหล่อ?"

"นอกจากเสียงแล้ว หน้าตาก็ยัง..."

"ฮ่าๆ นี่เรากำลังขับรถอยู่ คงอีกสักพักว่ะ แต่ถ้าแกจะออกเลยแกน่าจะไปถึงก่อน แล้วชวนใครมาบ้าง?"

"ทุกคนที่ชวนใช้คำว่า 'อาจจะตามมา' สงสัยเหลือแค่เราสองคน"

"เออดี เจอกัน"

"เจอกัน"


"แก!"

"เอ๊ย โทรมาอีกทำไม?"

"โทษทีปะกี้ลืมถาม สรุปว่าไปใช่มั้ย?"

"ก็บอกแล้วว่าไป เป็นอะไรของเธอ?"

"เออว่ะ...แม่งเบลอ สงสัยฤทธิ์ยานอนหลับ"

"กินทำไม? นอนไม่หลับเหรอ?"

"แก! แต่วันนี้ชั้นโทรมนะ แล้วนี่จะออกมาหรือยัง? เออไปล่ะ......"

"เอ่อ...อ้าว"

 

 

โลกใบนี้มีความบังเอิญเกิดขึ้นเสมอ...

 

 

            ผมกับเธอ เราไม่เคยเจอกันแบบตั้งใจมาก่อน ทั้งๆ ที่เราเคยอยู่ที่ทำงานเดียวกัน

เคยนั่งทำงานโต๊ะเดียวกัน ใช้คอมพิวเตอร์เครื่องเดียวกัน ตูดทับเก้าอี้ตัวเดียวกัน

เราใช้เม้าส์ตัวเดียวกัน  ‘มือเราเคยสัมผัสกัน แต่มันเป็นสัมผัสที่เกิดขึ้น ต่างช่วงเวลา

เพราะที่ทำงานโต๊ะนั้นเคยเป็นที่ของเธอมาก่อน

 

            เธอโบกมืออยู่ไหวๆ ในร้าน หญิงสาวเสื้อยืดขาว กางเกงยีนส์ดำ

ผมหน้าม้าเสมอตา หน้าของเธอคล้ายตัวการ์ตูนญี่ปุ่นตัวนึงที่ยังนึกชื่อไม่ออก

ผมโบกมือทักทายผ่านกระจกใส ก่อนผลักประตูนำร่างเข้าในร้าน

...เป็นครั้งแรกที่ได้เจอตัวกันจังๆ

   

            ฝนบางๆ นอกร้าน ช่วยทำให้ใจชุ่มฉ่ำ...

 

"สวัสดี ทำไมมาถึงเร็วจัง?"

"พอดีรถมันไม่ติด แกก็มาถึงเร็วนะ"

"ออฟฟิศเราอยู่แค่นี้เอง"

"ก็ไม่ใกล้นะ"

"แต่ก็ไม่ไกล เราต้องเรียกพี่หรือป่าวอ่ะ?"

"ห่าาน! ไม่ต้องหรอก ขนาดนี้แล้ว"

"ฮ่าๆ เขินว่ะ วางตัวไม่ถูก"

"ก่อนมึงจะวางตัว ช่วยวางตูดนั่งลงก่อน จะเขินทำซากอะไร๊! เลยวัยนั้นมานานแล้ว"

"เออ!"   ...ผมนั่งลงตรงข้ามเธอ ตาเธอมองผม แต่ตาผมหลบมามองของบนโต๊ะ

 

"สั่งอะไรไปบ้าง?"

"ก็มีเท่าที่เห็น แล้วนี่กินอะไรมาหรือยัง?"

"ยังเลย...แต่ 'แสง' แม่งได้ใจมากอ่ะ"

"แหลกได้ป่าว?"

"ของโปรด"

"อย่ามาทำเสียงหล่อ!"

            "แซวอีกแล้ว! ฮ่าๆ เออ...ร้านน่ารักดีว่ะ" ...สายตาผมเคลื่อนหลบ ไปยังเด็กเสิร์ฟ

ก่อนโบกมือขอรายการอาหาร

 

เพลงยุค '90 ต้นๆ เริ่มทยอยบรรเลงตามคอนเซ็ปของร้านวันนี้

            ผู้คนในร้านเริ่มเพิ่มจำนวน อาหารบนโต๊ะเริ่มลำเลียงมาวางบทสนทนาเริ่มไหลลื่น

 

"ถามจริงว่าถ้าไม่โทรไปแกจะมาหรือเปล่า?"

"เชื่อหรือเปล่าว่า มา"

"เฮ้ย จริงดิ๊? จริงดิ๊์? จริงดิ๊?"

"เคยดูหนังเกาหลีที่พระเอกมารอนางเอกหรือเปล่าล่ะ ประมาณว่าอีก 20 ปี

เรามาเจอกันที่นี่ ตรงนี้ อะไรอย่างงี้มั้ย?"

"แกแม่งน่ารักว่ะ"

"ตื่นเต้นดีจะตาย นัดเจอกันโดยที่ไม่มีเบอร์ให้ติดต่อกัน วัดใจว่าจะมาเจอกันหรือเปล่า"

"แล้วถ้ามาแล้วไม่เจอ?"

"อย่างน้อย เราก็ได้มารู้จักร้าน"

"เอ้า! ชน"

"ชน"

"ขอบคุณที่มานะ"

"ยินดี"

 

            เสียงแก้วสองใบกระทบกัน กังวานใสคล้ายเสียงของผู้หญิงที่นั่งอยู่ตรงหน้า

เพิ่งสังเกตุว่า ไม่ใช่แค่หน้าตาเธอที่เหมือนตัวการ์ตูน ทั้งนิสัยและความเป็นเธอ

ก็เหมือนตามอีกด้วย ชื่อตัวการ์ตูนตัวนั้นย้อนกลับเข้ามาสู่ปากของผม

 

"ชอบ นาระ เหรอ?"

"ชอบ ถามทำไม?"

"ของในคอมพ์แม่งก็ลบไม่หมดก่อนลาออก!"

"มีภาพโป๊อีกเพียบเลยนะ เห็นหรือยัง ฮ่าๆ"

"อันนั้นต้องขอบคุณที่ยังเก็บไว้ให้คนรุ่นหลัง ฮ่าๆ"

 

            เธอดูน่ารักจริงใจ ไม่มีพิษภัย ดวงตาเธอกำลังถ่ายทอดสดความร่าเริงอยู่

แต่เบื้องหลังมันหลบซ่อนความทุกข์บางอย่างไว้ไม่มิด

...เวลาคืนนี้ทั้งคืนก็ไม่เพียงพอ ให้ค้นเจอความทุกข์จากดวงตาคู่นั้น

 

"งานแก เป็นไงบ้าง?"

"ก็งานเยอะนะ แต่งานไม่ยากเท่าที่เราเคยๆ ทำๆ กันมา เธอคงเข้าใจดี"

"แล้วทำอะไรบ้าง?"

"..."

"น่าสนุกว่ะ ยังรับคนอยู่ป่าวว่ะ?"

"เอาจริงดิ แล้วตอนนี้เธอทำที่ไหนอยู่?"

"ทำหลายอย่าง ฟรีแล้นซ์ จ็อบโน่น นี่ นั่น"

"ดี ดี"

"แก ตอนนี้เราอยากทำซิทคอม"

"เธอเนี่ยนะ? เฮ้ยดี เอาดิ มีอะไรให้ช่วยก็บอกนะ"

            "เราว่าคนทำซิทคอม มันต้องเป็นคนที่มีความสุขกับชีวิตว่ะ  คิดดูสิ

เขาจะหาบทอะไรมาเขียน ถ้าหากเขาเป็นคนอมทุกข์ เราว่าชีวิตเขามันสวยงามว่ะ"

"ก็จริงนะ อยากทำบ้างจัง"

"เออ เราชอบที่แกเขียนนะ"

"จริงดิ"

"ที่แกเขียน เราแม่งไม่สามารถเขียนได้อ่ะ"

"ให้กำลังใจคนเก่งจัง สิ่งที่เธอเขียนมันก็แสดงความเป็นตัวเองชัดดีนะ ของเรามันผ่านการปรุงแต่งเยอะ!"

 

"แกรู้เปล่าว่าแกทำให้ เราอยากเขียนอีกครั้ง"

"เขียนสิ เราจะรออ่าน"

"ได้!" ...นิ้วมือเรียวเล็กของเธอจับแก้วอย่างหลวมๆ ก่อนยกขึ้นกระดกเข้าปาก

 

"เห็นเขาบอกกันว่า 'ตู้ปลา' ร้านนี้เด็ด" 

"แกเห็นเหยือกสีแดงๆ ที่วางบนโต๊ะข้างๆ นั่นป่ะ?"

"เห็น เอามั้ย?"

"แล้วของเก่านี่ล่ะ?"

"รีบเคลียร์ หรือไม่ก็ปนๆ กันไป"

"เอาดิ๊!"

 

...ก่อนดวงดาวจะเต็มฟ้า ก่อนชีวิตจะรู้คุณค่า ก่อนสิ้นศรัทธาจากหัวใจ

 ก่อนที่คนอย่างฉันจะหมดไฟ...

 

            เสียงกีต้าร์อะคูสติกดึงทุกอย่างให้เนิบช้า ความรู้สึกเหมือนลอยขึ้นสูง

เคว้งคว้าง แล้วหมุนควงดิ่งลงมา ข้างในกายร้อนอ้าว สมองจดจำอะไรลำบาก

ไม่เหมือนเมื่อชั่วโมงที่เพิ่งผ่านพ้น

 

            ภาพหญิงสาวตรงหน้านี้ ไม่รู้ว่าจะจดจำไปได้นานเท่าไหร่ แต่ก็พยายามที่จะไม่ลืม

 

...ดวงตาฉันเห็นความสดใส... ...ขอเพียงให้เธอได้รู้...

 

ไม่มีสิ่งใดมายืนยันว่าเราจะได้เจอกันอีก...

 

"แก ขอบคุณที่มานะ"

"อืม ขับกลับดีๆ

 

 

 

 

 

            หนึ่งวันผ่าน... ในช่วงเวลาที่เคียงเดิม ความรู้สึกบางอย่างสั่งนิ้วให้กดเบอร์โทรของเธอ

ภาวนาอย่าให้รับสาย ขอให้อย่ารับสายเลย อย่ารับ จงอย่...

 

"เฮ้ย! โทรมาชวนแหลกเหล้าอ่ะดิ ฮ่าๆ"

"ฮ่าๆ ตกใจหมด รับสายเร็วไปมั้ย เป็นไงบ้าง?"

"แกเห็นชั้นเป็นคนกินเก่งขนาดนั้นเหรอ?"

"ก็เห็นแหลกทุกวัน"

"ก็กูชอบของกูหนิ เออ...เมื่อวานชั้นเรื้อนใส่แกเปล่าวะ?"

"อืมมม... นอกจาก... และ... ก็ไม่มีอะไรแล้วนะ"

"เลว! เอาจริงๆ ดิ เมื่อวานแกบอกรักชั้นด้วย?"

"อย่ามามั่ว"

"ฮ่าๆ แม่งทั้งๆ ที่เจอกันครั้งแรก แต่เสือกจำอะไรไม่ได้เลยว่ะ"

"เราจำแทนให้หมดแล้ว ก็ไม่มีอะไรนะ สนุกดี ...แล้วนี่อยู่ไหน?"

"ทูบาร์ วันเกิดเพื่อนเก่ามหาลัย แกล่ะ?"

"อยู่ที่ เสือนอนฯ วันเกิดพี่ที่ออฟฟิศ"

"เฮ้ย! ร้านนั้นเรารู้จักเจ้าของร้าน"

 

"...อยากเจอว่ะ"

            "อืม...เอาไงดี...เดี๋ยวตามไป"

 

            อีกครั้งที่ความบังเอิญบังเกิดขึ้นบนโลกใบนี้...อย่างไม่บังเอิญ

วันนี้ของเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว

เกิดกระแสเพลงโฆษณาเพลงนึงดังเปรี้ยง!ไปทั่วเมือง

ทุกผู้คน ลูกเด็กเล็กแดง ร้องตามกันได้หมด...

 

เชื่อหรือไม่ว่าเพลงนี้ ทั้งป๋าต็อก และป้าชูศรี เคยร้องร่วมกัน

และยังมี โน๊ต เชิญยิ้ม, ป๋าเทพ, น้อย โพธิ์งาม, ดอน จมูกบาน ฯลฯ

 

ดั่งคำที่ท่านนึงกล่าวไว้ว่า

you must hear... before you die

 

...

 

คุ้มจริงๆ คุ้มจริงๆ ยิ่งกว่าคุ้ม คุ้มทุกสิ่ง คุ้มที่แฟลตปลาทอง

จองเพียงแค่ห้าพัน อยู่กันสุขสันต์ สบาย สบาย

ดาว์นก็น้อยผ่อนนิด โอนสิทธิ์โฉนด เอาไปเลยง่ายดาย...

จะมาจะไปใกล้หมด สะดวกมีรถเมล์ผ่าน

มีสระว่ายน้ำ และมีสวนหย่อม ปลาทองมีพร้อมทุกสิ่ง

วันที่เก้าเดือนเก้า เร็วเข้าอย่าช้ารอรี

จองแฟลตปลาทอง รังสิตวันนี้ จองเพียงแค่ห้าพัน เอ้า!

วันที่เก้าเดือนเก้า เร็วเข้าอย่าช้ารอรี

จองแฟลตดีๆ ดีออกอย่างนี้ ไปจองแค่วันเดียว...

 

 

เนื้อเพลงโดย คุณเสกสรรค์ สอนอิ่มศาสตร์

ร่วมไว้อาลัยอีกครั้งให้ ป๋่าต็อก และป้าชูศรี ผู้จากไป

 

http://www.imeem.com/anansiri/music/INI6blQd/unknown/

ราตรีสวัสดิ์ ทหารกล้า

posted on 02 Sep 2009 12:21 by onlinelover

ได้ฟังข่าวทหารไทยเสียชีวิต จากการยิงปะทะกับผู้ก่อการร้าย

ฟังทุกเช้า ฟังทุกวัน

ฟังทีไร ใจหดหู่

เมื่อไหร่ความสงบสุขจะเกิดขึ้นซะที...กับผืนแผ่นดินที่ต้องคำสาปแห่งนี้

 

 

วันนี้ฉันมีนิทาน อยากเล่าให้เธอฟัง

นิทานเรื่อง ท ทหาร อดทน

เวลาเขายืน เขาแนบปืนกลไว้ข้างกาย ทั้งที่เขาไม่เคยใจร้ายและไม่เคยคิดฆ่าคน

แต่เป็นอีกคืนที่เขาต้องออกลาดตระเวน เป็นหน้าที่ของกองพันทหารราบ

ผู้รักตัวเองน้อยกว่าชนในชาติไทย เพราะรู้ว่าเลือดเนื้อ เขาจะสละไม่ให้เราเป็นทาสใคร


ในขณะนั้น ผู้ก่อการร้ายซุ่มโจมตี

เสียงปืนดังสนั่น ตอนเวลาในเที่ยงคืนกว่า

เสียงระเบิดดังก้องกึกไปทั่วทั้งป่า

พร้อมเสียงกระสุนปืนทะลุตัวจ่า

เขารีบยกปืนกลข้างกายประทับบ่า

ในขณะที่ยิงสวนไปเขาคิดแต่ว่า

ถ้าคืนนี้เป็นคืนสุดท้ายของชีวิต

เขาก็ยินดีที่จะสละทุกอย่างด้วยยศอันน้อยนิด

ขอเพียงคนในชาติได้หลับสบาย

เขาจะยืนหยัดปกป้องแผ่นดินแม้ชีพมลาย

ในราตรีที่ด้ามขวานลุกเป็นไฟ

ประเทศไทยเจ้าเอ๋ย มีคนฝากเพลงนี้มาให้

 

หลับตาเถอะนะ ขอให้เธอหลับฝันดี

คืนนี้ไม่ต้องห่วง ตรงนี้ฉันจะดูแล...ด้วยชีวิตของฉัน

 

ในคืนที่ผมกินเหล้าอยู่นั่งเล่น

ในคืนที่ป้าข้างห้องยังตั้งวงป๊อกเด้ง

คืนที่เด็กมัธยมนั่งท่องตำราเอนท์จุฬาฯ

คืนที่ใครหลายคนลืมชื่อคนเดือนตุลา

คืนที่คุณนอนหลับอยู่บนเตียง

ทั้งหมดคือคืนเดียวกันกับเสียงปืนที่ดังเปรี้ยง

ของทหารต่อต้าน ข.จ.ก.

ผู้ไม่ยอมให้ใครมาเผาโรงเรียน เผาตำรา ส.ป.ช.

และยังไม่มีตอนจบของนิทาน

มีเพียงแต่ตอนรุ่งสางไม่เป็นศพก็พิการ

เพราะในทุกเช้าที่เราตื่นมาเมาขี้ตา

มันคือเช้าแห่งการสูญเสียที่ 5 องศา 37 ลิปดา

เขาตายเพื่อคนในชาติจนหลับสบาย

เขาจะยืนหยัดปกป้องแผ่นดินแม้ชีพมลาย

ในราตรีที่ด้ามขวานลุกเป็นไฟ

ประเทศไทยเจ้าเอ๋ย มีคนฝากเพลงนี้มาให้

 

 

หลับตาเถอะนะ ขอให้เธอหลับฝันดี

คืนนี้ไม่ต้องห่วง ตรงนี้ฉันจะดูแล...ด้วยชีวิตของฉัน

ฝากดาวบนฟ้า ร้องเพลงนี้ให้เธอฟัง

หากฉันไม่ได้กลับ
 
...อย่างน้อยให้เธอหลับสบายก็พอแล้ว...

 

 

  "เรารบในสงครามที่ไม่มีใครชนะ

เรารบในสงครามของคนที่เราไม่รู้จัก

เรารบบนสงครามที่เกิดบนแผ่นดินไทย

เรารบกับพวกเดียวกันเอง"

 

ราตรีสวัสดิ์ ทหารกล้า

...แด่สันติภาพ

 

http://www.youtube.com/watch?v=G6sSf99QhI0&feature=related

วันแรกของกันยา...

สองขาดึงร่างทั้งร่างให้ร่องลอยอ่อยระลิ่วมาที่ทำงาน

เหลือบมองโลหะสีเงินปนดำที่รัดข้อมือซ้ายอย่างหลวมๆ

9.30 เลขสวยงามกำลังดี

เป็นตัวเลขที่ไม่ต้องเร่งรีบนัก

มีเวลาให้เดินทอดน่อง ย่างน่อง รวมถึงปิ้งน่อง (หลายเมนูน่อง เพราะเวลาเหลือเฟือ)

หากวันไหนเฉียดใกล้เลข 10 ตรง

คงต้องขึ้นค่อมพี่วินมอร์'ไซด์ ควบด้วยความเร็วแสงเพื่อให้ทันสแกนนิ้วเข้างาน

 

ระยะทางระหว่างรถไฟฟ้ามาออฟฟิศ

เพียงพอที่จะได้ฟังเพลงจากเครื่องเล่นได้ 1 เพลงเต็ม

กดสุ่มฟัง

เพลงแรกถูกบรรเลงขึ้นอย่าง ช้า...ช้า...ช้า...ช้า...

เสียงแซ็กโซโฟนนุ่มๆ กล่อมหู พร้อมเสียงเปียโนเหงาๆ

เนื้อหาของเพลง เกิดขึ้นเมื่อตอนเย็นๆ มันเป็นช่วงเวลาที่ใจหาย

เพราะคนรัก ของคนที่ร้องเพลงนี้ไม่อยู่อีกแล้ว...

ทว่านิ้วมือพลันกดเปลี่ยน เพราะใจปฏิเสธเพลงนี้

...กลัวว่าฟังแล้วจะคิดถึงใครบางคน...

 

เป็นคิวของเพลงถัดไป

นิ้วมือหยุดชะงักไม่กดเปลี่ยน...

 

โน๊ตดนตรีเดินทางผ่านสายหูฟังสีขาว(ขาวๆ เขลอะๆ) ตรงเข้าหู

 

...I know you can feel it

you're already there

asleep under water

just screaming for air

 

เพลงเก่าปัดฝุ่นฟังใหม่

บางทีี่ความเหงาก็เหมือนกับฝุ่นหนา ที่จับแน่นสนิทปลายขั้วหัวใจ ยากเกินที่จะปัดออก

ผู้คนจากเคยพลุกพล่านย่านอโศก...ทำไมหายไป...ทำไมหายไป?

ถนนทั้งเส้นเหมือนมีแค่เราเดินอยู่อย่างเดียวดาย...

 

เราอยู่กันตรงนี้ กันอย่างลำพัง

เราอยู่กันตรงนี้ กับคำถามในใจ

เราอยู่กันตรงนี้ เธอว่าไง?

กลางจักรวาลยิ่งใหญ่ เราอยู่กันลำพัง...

 

แต่ในความเงียบเหงาว่างเปล่า ยังคงมีพื้นที่ให้เราเดินเสมอ

ขอแค่เพียง ไม่ถูกกลืนหายไปกับความว่างเปล่า

ขอเพียงแค่ ยัง 'อยาก' จะเดินอยู่ต่อไป

 

...

 

เสียงแตรรถผ่านแทรกหูฟังสีขาว(ขาวๆ เขลอะๆ)เข้าหูโดยไม่ได้รับอนุญาติ

ปลุกทุกอย่างให้คืนกลับมา

 

เช้านี้แดดแจ่มใส ผู้คนคึกคัก

เพิ่งสังเกตุว่า วันนี้เราเลือกเดินบนถนนอีกฝากฝั่ง

"การเลือกเดินบนหนทางเส้นใหม่ๆ อาจมีเหงาบ้าง

แต่มันก็ทำให้เราได้ค้นพบหัวใจของตัวเอง"

จริงๆ แล้วคนเราแก่ขึ้นทุกวินาทีนะ

ทั้งทางกายภาพ และความคิดความอ่าน

เปลี่ยนแปลงที่ละเล็กละน้อย

จนบางทีเราก็ไม่ได้สังเกตุมัน

 

วันนี้ วันดี

วันที่ blog นี้มีอายุครบ 1 ขวบ

แต่ีทำไมตัวฉันกลับมีอายุครบ 27 ขวบ(หว่า?)

 

ตัวเลข 27 นี้ หมายมั่นไว้ว่า...

จะเป็นตัวเลขที่สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ให้โลก (ว่าไปโน้น)

วัยที่ยังมีเรี่ยวแรง

ไฟในตัวยังคงกระพือพัด

กด Publish แล้วกลับมาก้มหน้าลุยงานตามเดิม!

 

สวัสดีวันเกิด

หากคุณกำลังจับเม้าส์อยู่...

ลองค่อยๆ ปล่อยมันอย่างช้าๆ

จากนั้น...

หยิบหนังสือ หรือ นิตยสาร

อะไรก็ได้

ที่ใกล้มือขวาที่สุด

ย้ำว่าใกล้มือขวาเท่านั้น!

พลิกไปหน้า  "11"

บรรทัดที่ "3" จากล่างสุด

มันเขียนไว้ว่าอะไร?

 

ไม่ต้องแต่ง ไม่ต้องเติม

ของฉัน...

 

 

"ฤดูหนาว ใครตกลงไปในบ่อ จะตายเชื่องช้า ตายทีละน้อย โดดเดี่ยวเดียวดาย"

 

Norwegian Wood

The beatles

 
I once had a girl, or should I say, she once had me.

She showed me her room, isn't it good, Norwegian Wood?

She asked me to stay and she told me to sit anywhere,

So I looked around and I noticed there wasn't a chair.

I sat on the rug, biding my time, drinking her wine.

We talked until two and then she said, "It's time for bed".

She told me she worked in the morning and started to laugh.

I told her I didn't and crawled off to sleep in the bath.

And when I awoke I was alone, this bird had flown.

So I lit a fire, isn't it good, Norwegian Wood.


ฉันเองกำลังถอดรหัสบางอย่างของเพลงนี้ กับงานเขียนที่ชื่อว่า

Norwegian Wood ด้วยรัก ความตาย และหัวใจสลายของ มูราคามิ

งานเขียนที่มีชื่อเดียวกันกับบทเพลงของ เลนนอน

ยอมรับตามตรงก่อนว่า...

ไม่เคยได้อ่านงานเขียนของมูราคามิมาก่อนเลย

ส่วนบทเพลงนี้ของเลนนอน ก็คุ้นเคยเพียงแค่ฟังผ่านหู

 

...

 

บนเครื่องบินที่กำลังมุ่งหน้าไปยังมหานครฮัมบูร์ก

เพลง Norwegian Wood กำลังบรรเลง

มันทำให้...

วาตานาเบะ หวนนึกถึงหญิงสาวในความทรงจำเมื่อวัยหนุ่มของเขา

ดั่งบางตอนของหนังสือเล่มนี้

"ความคิดนั้นรินเติมความเศร้าแสนสาหัสในใจของผม

เนื่องเพราะนาโอโกะไม่เคยรักผมเลย..."

 

คุณนพดล เวชสวัสดิ์ ผู้แปลหนังสือเล่มนี้ กล่าวไว้ในเว็บไซด์นึง...

ฝากหัวใจไว้กับคนไม่ไยดี

ทุ่มเทโหยหากับคนไม่เห็นค่า

จะมีความเจ็บปวดอื่นยิ่งกว่านี้อีกหรือ?

เลนนอนเลือกที่จะเผามารดามัน (เผาแม่ง!)

 

มูราคามิเลือกที่จะเจ็บปวดไปกับความทรงจำ

และคำกำชับว่า "อย่าลืมฉัน"

 

...

 

เพียงแค่หน้าที่ 38

อาจยังไม่ทำให้ฉันทราบเรื่องราวอะไรได้มาก

...เมื่ออ่านจบ น่าจะมีคำตอบให้ฉันได้เข้าใจว่า

 

คนบางคนแม้ไม่ได้รักกัน แต่ทำไมต้องกำชับต่อกันว่า

อย่าลืมฉัน

 

 

ไอน์สไตน์

โทมัส เอดิสัน

วิลเบอร์ / ออร์วิน ไรท์

ดา วินชี

ปีกัสโซ่

โมเนต์

 

ใครคือบุคคลที่เก่งที่สุดในโลก?


...


เมื่อเช้่ามาทำงานเฉียดสาย

เพราะต้องสอนแม่ใช้มือถือ...

ฟังชั่นใหม่ๆ ที่เพิ่มมาในมือถือ

เหมือนมันต้องเพิ่มมาในชีวิตของแม่ฉันด้วย

 

มือถือของแม่ ราคาไม่แพงเลยสักนิด

เด็กมัธยมต้นบางคนยังพกหรูกว่าซะอีก!

หลักๆ ที่แม่จะใช้ก็คงไม่พ้นการรับสายกับโทรออก (ซึ่งก็ไม่ต่างกับเครื่องฉัน)

 

เช้านี้มาแปลก แม่อยากเข้าโปรแกรมเครื่องคิดเลข

สาเหตุเพราะ...

เมื่อวานกลุ่มเพื่อน(สมาคมแม่ๆ) มาอวดกัน

'เครื่องข้าคิดเลขได้ เครื่องเอ็งคิดเลขได้ป่าว'

 

แม่กลัวน้อยหน้าคนอื่น จึงตอบกลับไป

'เครื่องข้าก็มี แต่ไม่รู้เข้ายังไง ลูกยังไม่ได้สอน' (ฮ่าๆ)

 

แม่มักสร้างสีสันในกลุ่มเพื่อนๆ เสมอ...

ฉันฟังเรื่องที่แม่เล่า พลางหัวเราะร่าตาเป็นสระอิ

เวลากลุ่มคนสูงวัยรวมตัวเม้าส์กัน

มักมีเรื่องสนุกๆ ที่วัยอย่างเราคาดไม่ถึง

 

และทุกเช้าฉันจะต้องได้ยินคำถามเดิมๆ จากแม่...

'มันกดเข้ายังไงนะ แม่ลืมไปแล้ว'



...

 

ฉันมองเห็นภาพนึงในอดีต

ภาพนั้นไม่ชัดนัก มีมัวบ้าง เบลอบ้างตามกาลเวลา...

 

ผู้หญิงคนหนึ่ง

กำลังสอนเด็กคนหนึ่งประกอบตุ๊กตุ่น

เด็กน้อยไม่ตั้งใจฟังเท่าไหร่นัก

รู้แค่ว่า...

เมื่อไหร่จะประกอบเสร็จ

และเวลาของเล่นมีปัญหา

เด็กน้อยก็วิ่งงอแงมาให้ผู้หญิงคนนั้นช่วยซ่อม

 

ผู้หญิงคนนั้น

เป็นทั้ง "แม่" และ "ช่างซ่อม" ในคราวเดียว...

 

...

 

'นี่ไง ลองกดเลข 5 ...กดเครื่องหมายบวก ...อ่ะลองกดเลข 2 ...แล้วแม่กดเท่ากับตรงปุ่มนี้นะ'

'ไหน กดให้หน่อย ปุ่มไหน'

'แม่ไม่กดเองล่ะ เดี๋ยวก็ต้องมาถามอีก'

'ปุ่มนี้ ใช่มั้ย?'

'กดเลย ไม่พังหรอก'  (ฮ่า)

 

 

แม่ แก่ขึ้นทุกปี

ไม่มีทางรู้ว่า เขาจะอยู่กับฉันได้อีกนานแค่ไหน

 

สายตาของแม่

ยังไม่ละไปจากผลลัพท์เลข 7 ที่หน้าจอ

 

...ฉันแอบเห็นรอยยิ้มปรากฏขึ้นที่มุมปากของแม่...

 

 

 

...


หากไม่มีบุคคลที่ชื่อว่า "แม่"

เราคงไม่มีสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ หรือภาพวาดระดับโลกปรากฏ...

ขอบคุณ 'ผู้หญิงนักสร้างทุกคนบนโลก'

 

นักศึกษาชายคนนึง บนรถประจำทางสีส้ม

หญิงสูงอายุคนนึง บนรถประจำทางสีส้ม

 

นักศึกษาได้นั่ง เพราะขึ้นก่อน

หญิงชราต้องยืน เพราะขึ้นหลัง

 

นักศึกษาหยิบหนังสือจากกระเป๋าสะพาย

ตัวอักษรเรียงกันบนปก

'เราหลงลืมอะไรบางอย่าง'

(งานเขียนของคุณ วัชระ สัจจะสารสิน)

 

นักศึกษาก้มหน้าก้มตาอ่าน

ราวกับจะหาคำตอบบางอย่างในงานเขียนเล่มนั้น...

ขณะที่หญิงชราเงยหน้าอย่างมีเกียรติ...ไม่ร้องขอความช่วยเหลือใดๆ

 

 

ฉันได้แต่ยืนและมอง

ความคิดนึงแว๊บขึ้นในใจ...

...บางทีคำตอบบางอย่างก็ไม่ต้องไปหาที่ไหนไกล

 

 

 

น้องนักศึกษาคนนั้น

เขากำลัง 'หลงลืมอะไรบางอย่าง' จริงๆ